ความเห็นฉบับย่อ

ดูความเห็นฉบับเต็ม

การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยวิธีเปิดประมูล

บันทึก เรื่อง การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ (กรณีโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณกรมปศุสัตว์) คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 239/2542

มาตรา 6 พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518

มาตรา 5 พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

 

การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยการจัดให้เช่าเป็น กิจการของรัฐ ตามบทนิยามในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 นั้น กรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการได้ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 ซึ่งหากโครงการจัดหาประโยชน์ตามโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์มีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ตามความหมายของบทนิยามคำว่า "โครงการ" ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ย่อมอยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐฯ  ทั้งนี้ ตามนัยความเห็นของกรรมการร่างกฎหมาย เรื่องเสร็จที่ 587/2538

ในการพัฒนาจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุโดยวิธีเปิดประมูลหาผู้ลงทุนในทุกกรณี หากมูลค่าที่ราชพัสดุที่นำมาพัฒนา หรือมูลค่าที่ราชพัสดุรวมค่าเช่า ค่าธรรมเนียมที่คำนวณได้ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาทเมื่อเริ่มต้นโครงการ แต่เนื่องจากในการพิจารณาวงเงินหรือมูลค่าโครงการนั้นจะต้องพิจารณาถึงวงเงินหรือมูลค่าการลงทุนทั้งหมดทั้งในส่วนของรัฐและเอกชน อีกทั้งต้องพิจารณาตลอดทั้งโครงการมิใช่เพียงระยะใดระยะหนึ่งตามนัยความเห็นของกรรมการร่างกฎหมาย (เรื่องเสร็จที่ 47/2541 และเรื่องเสร็จที่ 786/2541) เมื่อมูลค่าการลงทุนพัฒนาที่ราชพัสดุในส่วนของรัฐและเอกชนในกรณีนี้รวมกันมีมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปย่อมจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

 



ความเห็นฉบับเต็ม

ดูความเห็นฉบับย่อ

เลขเสร็จ

เรื่องเสร็จที่ ๒๓๙/๒๕๔๒

 

บันทึก

เรื่อง  การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ (กรณีโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณกรมปศุสัตว์)

                  

 

กรมธนารักษ์ ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ กค ๐๔๑๙/๒๗๓ ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความว่า  กรมธนารักษ์ได้นำที่ดินราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์ เนื้อที่ประมาณ ๗ - ๓ - ๘๓ ไร่ มาพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการพัฒนาที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๔ และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยวิธีประมูลจัดให้เช่าที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๒  ทั้งนี้ ตามมติของคณะกรรมการจัดระบบสถานที่ราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยได้ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์  ๒๕๓๒ ที่อนุมัติให้ส่วนราชการที่ตั้งอยู่ในทำเลไม่เหมาะสมโยกย้ายออกไป และนำที่ดินมาพัฒนาจัดหาประโยชน์โดยวิธีเปิดประมูลหาผู้ลงทุนปลูกสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง และกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประมูลจัดซื้อที่ดินพร้อมจัดสร้างอาคารชดเชยให้ส่วนราชการนั้นๆ โดยมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงเบื้องต้นของโครงการก่อนเริ่มประมูลหาผู้ลงทุน คือ

- มูลค่าที่ดินเนื้อที่ประมาณ ๗ - ๓ - ๘๓ ไร่ ที่นำมาพัฒนาเป็นเงิน ๔๗๗,๔๕๐,๐๐๐ บาท

- ผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (ค่าชดเชย ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมการจัดหาประโยชน์) อัตราร้อยละ ๕๐ ของราคาที่ดินตามสภาพทำเล คิดเป็นเงิน ๒๓๘,๗๒๕,๐๐๐ บาท

กรมธนารักษ์ได้ดำเนินการเปิดประมูลและกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้บริษัท ธนายง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับสิทธิการพัฒนาลงทุนเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๓๘ ซึ่งบริษัทฯได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้กับทางราชการ รวมมูลค่าทรัพย์สินตามโครงการประมาณ ๑,๗๖๕,๓๔๕,๖๗๐ บาท

กระทรวงการคลังได้มอบอำนาจให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงนามในสัญญายกกรรมสิทธิ์ที่ดินและก่อสร้างอาคารชดเชยให้ทางราชการ เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘  โดยสัญญาข้อ ๒๐ กำหนดว่า เนื่องจากโครงการก่อสร้างอาคารในที่ราชพัสดุโครงการนี้มีมูลค่าเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท อาจต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ และขณะนี้กระทรวงการคลังได้นำเรื่องการให้เอกชนพัฒนาหรือบริหารที่ราชพัสดุเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่า การดำเนินการในลักษณะนี้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ หากผลปรากฏว่าเรื่องนี้อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ บริษัท ธนายง จำกัด (มหาชน) จะต้องยินยอมให้กรมธนารักษ์ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือยกเลิกการประมูลพัฒนาที่ราชพัสดุครั้งนี้ โดยบริษัทฯไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีใดๆ กับทางราชการทั้งสิ้น  ทั้งนี้ โดยกรมธนารักษ์และกระทรวงการคลังเห็นว่าการจัดให้เช่าที่ราชพัสดุไม่เข้าข่ายที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ราชพัสดุฉบับเดียวมาตลอด  อย่างไรก็ดี เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้กรมธนารักษ์ได้เสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาเห็นชอบให้กรมธนารักษ์ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๘ (๒) มาตรา ๙ (๒) มาตรา ๑๓ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซ้ำอีก ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นชอบและให้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อกำกับ ดูแล และติดตามผลโครงการดังกล่าวต่อไปได้

ต่อมากระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๔๐๖/๑๒๐๘๓ ลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๐ เสนอเรื่องการดำเนินโครงการให้คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ แต่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว มีข้อสังเกตตามหนังสือ ที่ นร ๐๒๐๕/๗๒๗๑ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๐ สรุปว่า โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์เป็นกรณีที่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ และในการดำเนินการที่ผ่านมาน่าจะไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ แม้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) จะได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเงื่อนไขการประมูลพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์ ก็ไม่ได้เป็นไปตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติฯดังกล่าว และพระราชบัญญัติฯไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะอนุมัติให้กรมธนารักษ์ดำเนินการโครงการนี้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ แต่ประการใด  นอกจากนี้ สัญญายกกรรมสิทธิ์ที่ดินและก่อสร้างอาคารชดเชยลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๘ ข้อ ๒๐ ยังเปิดโอกาสให้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องตามที่พระราชบัญญัติฯบัญญัติไว้ได้  ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาทบทวนก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง 

กรมธนารักษ์เห็นว่า เมื่อพิจารณารายละเอียดและขั้นตอนในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ โครงการที่จะอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติจะต้องเป็นโครงการที่สามารถประมาณมูลค่าโครงการในเบื้องต้นได้ว่า มีมูลค่าตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป แต่สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการพัฒนาที่ราชพัสดุ พ.ศ.  ๒๕๓๔ ซึ่งนำที่ดินราชพัสดุมูลค่าประมาณ ๔๗๗,๔๕๐,๐๐๐ บาท มาพัฒนาโดยเปิดประมูลให้เอกชนเสนอโครงการพัฒนาที่ดินให้ทางราชการพิจารณา โดยกำหนดเป็นผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำในการเปิดประมูลไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ของราคาที่ดิน คิดเป็นเงิน ๒๓๘,๗๒๕,๐๐๐ บาท และเมื่อคัดเลือกได้ผู้รับสิทธิการพัฒนาจากผลการประมูล ปรากฏว่าผู้ประมูลได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนและโครงการพัฒนาที่ดินรวมมูลค่าประมาณ ๑,๗๖๕,๓๔๕,๖๗๐ บาท จึงทำให้เกิดประเด็นว่าโครงการนี้อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่  ทั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการฯที่ได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการพัฒนาที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๔ จนสามารถรู้ว่ามูลค่าทรัพย์สินของโครงการทั้งหมดเกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท นั้น  ได้พ้นขั้นตอนเปิดประมูลหาผู้ลงทุนในโครงการมาแล้ว และโดยปกติแล้วโครงการที่ผู้เข้าประมูลได้เสนอให้ทางราชการพิจารณาคัดเลือกมูลค่าจะมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับจุดคุ้มทุนและผลประโยชน์ของผู้เสนอโครงการเป็นสำคัญ ทางราชการไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามูลค่าโครงการทั้งหมดจะเป็นจำนวนเท่าใด กับทั้งเมื่อเปรียบเทียบขั้นตอนที่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุกับขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ แล้วปรากฏว่าโครงการฯได้ผ่านขั้นตอนของพระราชบัญญัติมาแล้วหลายขั้นตอน

นอกจากนั้น วงเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินในโครงการตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ (ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) น่าจะหมายถึงมูลค่าทรัพย์สินของรัฐ หรือมูลค่าของกิจการของรัฐ เช่น ที่ดินหรืออาคารราชพัสดุที่นำไปดำเนินโครงการ ซึ่งกรณีโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์น่าจะหมายถึงที่ดินที่นำมาพัฒนาเนื้อที่ประมาณ ๗ - ๓ - ๘๓ ไร่ (มูลค่าประมาณ ๔๗๗,๔๕๐,๐๐๐ บาท) โดยไม่รวมเงินค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากสิ่งปลูกสร้างที่ผู้เข้าประมูลเสนอให้กับทางราชการ (โดยนำมาคำนวณเป็นตัวเงิน) หากได้รับการอนุมัติให้เป็นผู้ได้รับสิทธิการพัฒนาที่ดิน  กรมธนารักษ์จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาวินิจฉัยตามประเด็น ดังนี้

๑. โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์ อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ หรือไม่

๒. การพัฒนาจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุโดยวิธีเปิดประมูลหาผู้ลงทุนในทุกกรณี หากมูลค่าที่ราชพัสดุที่นำมาพัฒนา หรือมูลค่าที่ราชพัสดุรวมค่าเช่าค่าธรรมเนียมที่คำนวณได้ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาทเมื่อเริ่มต้นโครงการ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ หรือไม่

 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะพิเศษ) ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวโดยได้ฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์และกรมบัญชีกลาง) ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมปศุสัตว์) และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้ว มีความเห็นดังนี้

๑. โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ หรือไม่ เห็นว่า การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุโดยการจัดให้เช่าเป็น กิจการของรัฐ[๑] ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕ เพราะเป็นกิจการซึ่งกรมธนารักษ์มีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘[๒] ประกอบกับข้อ ๑๖[๓] ของกฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๑๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘  อย่างไรก็ดี การจะพิจารณาว่ากิจการจัดหาประโยชน์ในที่ดินตามโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์จะถือเป็นการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการ[๔] อันจะอยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐฯหรือไม่ นั้น  เห็นว่า หากโครงการจัดหาประโยชน์ตามโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุดังกล่าวมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปตามความหมายของบทนิยามคำว่า โครงการ[๕] แล้ว การจัดหาประโยชน์ตามโครงการดังกล่าวย่อมอยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕  ทั้งนี้ ตามนัยความเห็นของกรรมการร่างกฎหมาย เรื่องเสร็จที่ ๕๘๗/๒๕๓๘[๖]

๒. การพัฒนาจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุโดยวิธีเปิดประมูลหาผู้ลงทุนในทุกกรณี หากมูลค่าที่ราชพัสดุที่นำมาพัฒนา หรือมูลค่าที่ราชพัสดุรวมค่าเช่าค่าธรรมเนียมที่คำนวณได้ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุไม่ถึงหนึ่งพันล้านบาทเมื่อเริ่มต้นโครงการ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือไม่  เห็นว่า การพิจารณามูลค่าของโครงการนั้นพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐฯได้วางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ โดยได้นิยามความหมายของคำว่า โครงการ ว่าหมายถึง การลงทุน ในกิจการของรัฐ และการลงทุนนั้นมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ฯลฯ  ดังนั้น ในการพิจารณาวงเงินหรือมูลค่าโครงการจึงต้องพิจารณาถึงวงเงินหรือมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของกิจการตามโครงการทั้งในส่วนของรัฐและในส่วนของเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการของรัฐด้วย เช่น มูลค่าของที่ราชพัสดุ และมูลค่าของอาคารหรือทรัพย์สินที่ลงทุนในโครงการพัฒนานั้นๆ  นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงวงเงินหรือมูลค่าของโครงการตลอดทั้งโครงการไม่เฉพาะระยะใดระยะหนึ่งของโครงการเท่านั้น (ตามนัยความเห็นของกรรมการร่างกฎหมาย เรื่องเสร็จที่ ๔๗/๒๕๔๑[๗] และเรื่องเสร็จที่ ๗๘๖/๒๕๔๑[๘]) สำหรับโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุบริเวณที่ตั้งกรมปศุสัตว์นั้น  การพิจารณามูลค่าของโครงการจะต้องพิจารณาทั้งมูลค่าของที่ราชพัสดุ และมูลค่าหรือวงเงินการลงทุนพัฒนาที่ราชพัสดุของเอกชน โดยมิใช่พิจารณาเฉพาะมูลค่าที่ราชพัสดุที่นำมาพัฒนาหรือมูลค่าที่ราชพัสดุรวมค่าเช่าค่าธรรมเนียมที่คำนวณได้ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุฯ เท่านั้น และต้องเป็นการพิจารณามูลค่าหรือประมาณการตลอดระยะเวลาของโครงการ  ดังนั้น เมื่อมูลค่าการลงทุนพัฒนาที่ราชพัสดุในส่วนของรัฐและเอกชนรวมกันมีมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ก็ย่อมจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.  ๒๕๓๕

 

 

(ลงชื่อ)    อักขราทร จุฬารัตน

(นายอักขราทร จุฬารัตน)

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

       เมษายน  ๒๕๔๒

 



[๑] มาตรา ๕  ในพระราชบัญญัตินี้

ฯลฯ                                                          ฯลฯ

กิจการของรัฐ หมายความว่า  กิจการที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยรวมกัน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตามกฎหมายหรือกิจการที่จะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ หรือทรัพย์สินของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยร่วมกัน

โครงการ หมายความว่า  การลงทุนในกิจการของรัฐ และการลงทุนนั้นมีวงเงินหรือทรัพย์สินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไปหรือตามวงเงินหรือทรัพย์สินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา

ร่วมงานหรือดำเนินการ หมายความว่า  ร่วมลงทุนกับเอกชนไม่ว่าโดยวิธีใด หรือมอบให้เอกชนลงทุนแต่ฝ่ายเดียว โดยวิธีการอนุญาต หรือให้สัมปทาน หรือให้สิทธิไม่ว่าในลักษณะใด

ฯลฯ                                                        ฯลฯ

[๒] มาตรา ๖  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการที่ราชพัสดุ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมที่ดิน ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองเป็นกรรมการ อธิบดีกรมธนารักษ์เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้อำนวยการกองรักษาที่หลวง กรมธนารักษ์เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการปกครองดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ

หลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ให้ตราเป็นกฎกระทรวง

[๓] ข้อ ๑๖  ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการหรือไม่ได้สงวนไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางราชการ กรมธนารักษ์จะนำมาจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าหรือโดยวิธีการจัดทำสัญญาต่างตอบแทนอื่นนอกเหนือจากการจัดให้เช่าก็ได้

การจัดหาประโยชน์โดยการจัดให้เช่าตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการให้เช่าในลักษณะดังต่อไปนี้

(๑) การให้เช่าที่ดินที่ผู้เช่าใช้อยู่อาศัย

(๒) การให้เช่าที่ดินที่ผู้เช่าใช้ประกอบการเกษตร

(๓) การให้เช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารโดยยกกรรมสิทธิ์อาคารที่ปลูกสร้างให้แก่กระทรวงการคลัง

(๔) การให้เช่าที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่น

(๕) การให้เช่าอาคารซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ

การจัดหาประโยชน์โดยวิธีจัดทำสัญญาต่างตอบแทนอื่นนอกจากการจัดให้เช่าตามวรรคหนึ่ง กรมธนารักษ์จะดำเนินการได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

[๔] มาตรา ๖  ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในโครงการใด เสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการโดยละเอียดตามประเด็นที่หัวข้อที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดต่อกระทรวงเจ้าสังกัด

[๕] โปรดดูเชิงอรรถที่ ๑, ข้างต้น

[๖] บันทึก เรื่อง การจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ และการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ (กรณีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ส่งพร้อมหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๖๐๑/๖๐๐ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๘

[๗] บันทึก เรื่อง การให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการโทรศัพท์สาธารณะ ส่งพร้อมหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๖๐๑/๐๘๑ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑

[๘] บันทึก เรื่อง การให้เอกชนเช่า ลงทุน บริหารและประกอบการท่าเทียบเรือ ในท่าเรือแหลมฉบังของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่งพร้อมหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๖๐๑/๐๘๙ ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๑.